คำแนะนำสำหรับผู้เข้ารับการตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร

วันที่ 10 กรกฎาคม 2563      

 

คำแนะนำสำหรับผู้เข้ารับการตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร (Esophageal manometry)

การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารคืออะไร

การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารเป็นตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำหน้าที่ในการส่งผ่านอาหารและของเหลวจากปากไปสู่กระเพาะอาหาร

ภาพประกอบจาก http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/imagepages/8776.htm

เมื่อไรจะทำการตรวจบ้าง

การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารมีข้อบ่งชี้หลายกรณีดังต่อไปนี้

1) ช่วยประเมินหาสาเหตุของภาวะกรดหรืออาหารไหลย้อนจากกระเพาะเข้าสู่หลอดอาหาร

2) ช่วยวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการกลืนติดหรือกลืนลำบาก 

3) ช่วยวินิจฉัยสาเหตุของการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ

การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารบอกอะไรได้บ้าง

การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารที่ใช้บ่อยที่สุดคือการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างและหาโรคหลอดอาหารเคลื่อนไหวผิดปกติซึ่งอาจมีอาการคล้ายผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน และให้การวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับหลอดอาหาร ที่ทำให้เกิดปัญหาการกลืนติดหรือกลืนลำบาก เช่น โรคกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างไม่คลายตัว (achalasia) เป็นผลให้อาหารที่กลืนไปไม่สามารถผ่านเข้าไปที่กระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ยังช่วยวินิจฉัยสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร เช่น โรคหลอดอาหารบีบเกร็งพร้อมกัน (diffuse esophageal spasm)ที่ทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนโรคหัวใจได้

ขั้นตอนการตรวจ

  • งดน้ำและอาหารก่อนตรวจอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
  • ทำการระงับความรู้สึกของจมูกและลำคอด้วยยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่
  • ทำการใส่สายทางจมูก (หรือปาก) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1/8 นิ้ว (ขนาดประมาณหลอดดูดนม) ลงไปจนถึงส่วนหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร โดยผู้ป่วยต้องทำการช่วยกลืนระหว่างการใส่อาจมีการไอหรือรู้สึกอยากอาเจียนได้
  • เจ้าหน้าที่อาจขอความร่วมมือระหว่างการตรวจ โดยให้กลืนน้ำลายหรือจิบน้ำเป็นระยะๆ เพื่อตรวจการเคลื่อนไหวบีบตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหารช่วงที่มีการกลืน
  • ระหว่างการตรวจอาจมีการใส่กรดผ่านทางสายเพื่อวัดความรู้สึกของหลอดอาหาร
  • การตรวจใช้เวลารวมประมาณ 45 นาทีและเอาสายออกเมื่อการตรวจเสร็จสิ้น
  • ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่มีผลนานประมาณ 1 ชั่วโมง (หลังจากที่เริ่มรู้สึกชาที่รูจมูกและลำคอ) จึงควรรอหลังการตรวจประมาณ 1 ชั่วโมงค่อยดื่มน้ำหรือทานอาหาร เพื่อป้องกันการสำลัก
ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านและทำกิจกรรมได้ตามปกติ

การแปลผล

การตรวจการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารจะวัดแรงดัน การเคลื่อนไหว การประสานงานของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร รวมถึงดูการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารทั้งส่วนบนและส่วนล่างด้วย

ผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนของการตรวจ

ระหว่างการใส่สายทางจมูก (หรือปาก) จะไอหรือรู้สึกอยากอาเจียนได้ การสูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ จะช่วยลดอาการลงได้  หากการตรวจมีขั้นตอนที่ต้องใส่กรดลงในหลอดอาหาร อาจรู้สึกแสบร้อนหน้าอก หรือมีอาการอื่นๆของกรดไหลย้อนได้ หลังการตรวจอาจรู้สึกเจ็บหรือระคายคอได้ ซึ่งจะดีขึ้นในระยะเวลาไม่นาน

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรง เช่น เจ็บคอ เลือดออกในจมูก (พบน้อย) หรืออาจมีผลต่อโพรงจมูก (sinus) ได้จากเกิดการระคายเคืองหรือการอุดกั้นของท่อเปิดโพรงจมูก ซึ่งพบได้น้อยมาก

สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการกลืนอาจต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสที่กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนบนจะคลายตัวได้ไม่ดี สายที่ใส่จึงเข้ากล่องเสียงแทนที่จะเป็นหลอดอาหาร ซึ่งสามารถตรวจพบได้ทันทีและสายจะถูกเอาออกโดยเร็ว

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ

  • งดน้ำงดอาหารก่อนเที่ยงคืนของวันที่จะทำการตรวจ
  • งดยาที่มีผลต่อการทำงานของทางเดินอาหารอย่างน้อย 7วันก่อนการตรวจ เช่น ยาแก้อาเจียน ยาลดการบีบตัวของลำไส้ ยาแก้ปวด ยาคลายเครียดหรือยากล่อมประสาท 
  • ยาบางชนิดควรรับประทานต่อเนื่อง เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาโรคหัวใจ ให้รับประทานตามปกติ โดยให้จิบน้ำแต่น้อยในเช้าวันที่เข้ารับการตรวจ

หมายเหตุ : ควรแจ้งและปรึกษาแพทย์เรื่องยาที่ใช้ก่อนการตรวจ ไม่ควรยาปรับยาเอง

Download เอกสารแนบ