คำแนะนำสำหรับผู้เข้ารับการตรวจการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารหรือสำไส้เล็ก

วันที่ 25 กันยายน 2563      

การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารหรือสำไส้เล็กคืออะไร 


          การตรวจการทำงานของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก เป็นการตรวจความผิดปกติของการทำงานเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทของกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ระหว่างช่วงอดอาหาร หลังอาหาร และช่วงนอนหลับ ซึ่งจะทำการส่งตรวจในผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยการทำงานของระบบทางเดินอาหารผิดปกติที่ยังไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ชัดเจน หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา

ภาพประกอบจาก http://www.gastroscan.ru/physician/manometry/02/

การตรวจการทำงานของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กมีประโยชน์อย่างไรบ้าง


             การตรวจการทำงานของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก จะบันทึกการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร จะช่วยบอกตำแหน่งของระบบทางเดินอาหารที่ทำงานผิดปกติ เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก หรือทั้งสองส่วน ช่วยให้แพทย์สามารถให้การดูแลรักษาได้ดีขึ้นโดยทั่วไประบบกล้ามเนื้อในทางเดินอาหารมีการเคลื่อนไหวแบ่งเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1  เป็นระยะที่กล้ามเนื้อของระบบทางเดินอาหารหยุดพัก

ระยะที่ 2 มีการบีบรัดตัวเป็นครั้งคราว ไม่สม่ำเสมอ

ระยะที่ 3  มีการบีบรัดตัวอย่างสม่ำเสมอและเป็นจังหวะ เริ่มตั้งแต่ส่วนต้นของกระเพาะอาหารมาจนถึงลำไส้เล็ก ซึ่งจะช่วยนำอาหารผ่านจากกระเพาะลงมาสู่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ตามลำดับ
 
             การรับประทานอาหารจะกระตุ้นให้ทางเดินอาหารบีบตัวมากขึ้น อาหารจึงแตกตัวและสามารถดูดซึมได้ในที่สุด
 นอกจากนี้การตรวจการทำงานของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก ยังช่วยให้ทราบสาเหตุของอาการได้ว่าเป็นจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหาร หรือเป็นผลจากระบบประสาทซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ
 โรคบางชนิด เช่น โรคหนังแข็ง (systemic sclerosis), โรค amyloidosis หรือโรคทางระบบประสาทที่มีผลต่อการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ จะมีผลทั้งต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่สามารถบีบรัดตัวได้แรงพอจะพาอาหารเคลื่อนไปตามทางเดินอาหาร รวมทั้งระบบประสาทซึ่งมีผลต่อการควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้การเคลื่อนไหวไม่ประสานกัน จึงไม่สามารถทำให้อาหารเคลื่อนลงไปตามทางเดินอาหารได้

ขั้นตอนการตรวจ


         การตรวจการทำงานของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก ทำได้โดยการใส่สายซึ่งสามารถวัดแรงดันได้เข้าไปทางจมูก ลงไปทำการบันทึกการบีบตัวของทางเดินอาหาร ซึ่งก่อนใส่จะมีการพ่นยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ทางจมูกและปาก เพื่อลดปฏิกิริยาของร่างกายที่จะทำให้รู้สึกอยากอาเจียนระหว่างใส่สายให้น้อยที่สุด เมื่อสายผ่านจมูกเข้าไปถึงกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กแล้ว จะทำการยืนยันตำแหน่งของสายโดยการตรวจเอกซเรย์ (Fluoroscopy) หรือทำการส่องกล้องทางเดินอาหาร 

           สายที่ใส่จะสามารถทำการวัดการบีบรัดตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งควรอยู่ในตำแหน่งประมาณ 6 ชั่วโมง (สำหรับการตรวจแบบไม่เคลื่อนที่) หรือ 24 ชั่วโมง (สำหรับการตรวจแบบเคลื่อนที่) โดยระหว่างทำการตรวจ จะมีการให้ทานอาหารเพื่อประเมินผลของอาหารต่อการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร โดยปกติจะพบว่าการกินอาหารทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กบีบตัวมากขึ้นสำหรับการตรวจแบบเคลื่อนที่ จะให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารมื้อเย็นนอกเหนือไปจากมื้อสาย ซึ่งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้อธิบายรายละเอียดของอาหาร และให้กลับมาพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ในเช้าวันรุ่งขึ้น และให้งดอาหารเช้าในวันรุ่งขึ้นที่จะทำการถอดสาย

การเตรียมตัวสำหรับการตรวจการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก


• งดน้ำงดอาหารก่อนเที่ยงคืนของวันที่จะทำการตรวจ

• งดยาที่มีผลต่อการทำงานของทางเดินอาหารอย่างน้อย 2 วันก่อนการตรวจ เช่น ยาแก้อาเจียน ยาลดการบีบตัวของลำไส้ ยาแก้ปวด ยาคลายเครียดหรือยากล่อมประสาท 

• ยาบางชนิดควรรับประทานต่อเนื่อง เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาโรคหัวใจ ให้รับประทานตามปกติ โดยให้จิบน้ำแต่น้อยในเช้าวันที่เข้ารับการตรวจ

• ควรแจ้งและปรึกษาแพทย์เรื่องยาที่ใช้ก่อนการตรวจ ไม่ควรยาปรับยาเอง


• หากสงสัยว่าตั้งครรภ์ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาล

Download เอกสารแนบ